วันอังคารที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2551

DUST IN THE CITY ฝุ่ น

1 เสียงโทรศัพท์แบบกริ่งรัวอยู่ในความมืด แสงวูบไหวจากภายนอกเผยให้เห็นคราบหลุดร่อนของกระดาษปิดผนัง อีกด้านหนึ่งของผนังอิฐบางๆนั้น เธอนั่งอยู่บนพรมปูพื้นสีขาว แนบหูชิดผนังซึ่งทาด้วยสีเหลืองอุ่น รอจนเสียงโทรศัพท์หยุดลง เธอจึงกลับมานั่งที่โต๊ะอาหาร มีหนังสือการตกแต่งบ้านวางอยู่สองสามเล่ม เธอวาดบางอย่างลงบนกระดาษอย่างขมักเขม้น ห้องทั้งห้องสว่างด้วยแสงจากหลอดนีออน ตลอดแนวผนังริมระเบียงกรุกระจกใสบานสูง มีม่านฟ้าอ่อนม้วนมัดอยู่ข้างวงกรอบ เกือบครึ่งหนึ่งของห้องถูกกั้นด้วยบานเฟี้ยมกระจก แบ่งส่วนเป็นห้องนอนที่มีเตียงคู่ซึ่งถูกปูด้วยผ้าลินินสีเปลือกมังคุด เธออยู่ในชุดคลุมก่อนนอนแบบชิ้นเดียว หญิงสาวผู้มีนัยยะแอบแฝงบนใบหน้า เครื่องสำอางสีเข้มวาดอยู่บนริมฝีปากและผิวแก้ม เธอสวย เมื่อเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอรีบเก็บหนังสือและกระดาษเข้าไปในลิ้นชัก ปิดกุญ แล้วรี่ไปปิดไฟนีออน แสงสีเหลืองนวลหรี่เบาถูกเปิดแทน เธอพ่นสเปรย์กลิ่นกุหลาบหอมคลุ้งทั่วห้อง แล้ววิ่งไปที่ประตู2 เข็มนาฬิกาขยับเข้าใกล้เวลาเที่ยง ในช่วงเวลานั้นพวกพนักงานบริษัทมักจะหาเรื่องคุยกันเสียงดัง พวกเขาคุยกันว่าจะไปทานอาหารกลางวันที่ไหนดี บางคนโทรสั่งข้าวกล่องจากร้านข้างนอกที่บริการส่งถึงที่ เมื่อเสียงเพลงปลุกใจเปิดก้องไปทั่วห้อง พวกที่สั่งข้าวกล่องจากข้างนอกจะนั่งกันเป็นกลุ่มที่โต๊ะยาว ส่วนคนอื่นๆจะเดินจับกลุ่มกันไปตามร้านอาหารจีนที่พวกเขาคุ้นเคย ดอนอยู่ท่ามกลางกลุ่มพวกเขา เสียงเพลงพวกเขาและภาษาของพวกเขา เวลาพักกลางวันของเขาอยู่ที่ร้านอาหารจานด่วนของพวกอเมริกันที่ลิ้นได้ผ่านเลยรสชาติไปเสียสิ้น บางทีทิ้งก้นจมในร้านกาแฟและมวนบุหรี่ ทุกวี่วันของเวลาชีวิตย่ำอยู่ในเมืองที่มีจักรยานเต็มถนน น้ำลายเหนียวเขรอะตามพื้น ควันบุหรี่อบอวลในร้านอาหารและลิฟท์ เมืองที่เขามักถูกชนจนถลาจากผู้คนที่เดินข้ามไปมาระหว่างฟากถนนในเวลาที่เขายืนคอยสัญญาณไฟเขียวให้ข้าม และเมื่อสัญญาณไฟเขียวเปิดขึ้น เขาต้องทนกับเสียงบีบแตรไล่ขณะก้าวข้าม ทุกๆอย่างเป็นความคุ้นชินที่ค่อยๆแทรกซึมเข้ามา หลังอาหารเที่ยงกับเวลาพักที่เหลืออีกยืดยาว พวกเขาหลับกันอย่างจริงจัง ขดตัวอยู่ในผ้าห่มตามซอกโต๊ะและมุมห้อง ในช่วงเวลาซึ่งพวกเขาทิ้งเมืองให้อยู่กับความหลับใหล ดอนกดลิฟท์ขึ้นไปชั้นบนสุดของตัวตึก โถงโล่งกว้างไม่มีหน้าต่างสักบาน รอบด้านโอบล้อมด้วยผนังฉาบปูนที่ยังทาสีไม่เสร็จ บนพื้นแกรนิตจับเต็มไปด้วยฝุ่นซีเมนต์และหยดสี ห้องที่หายใจเบาๆก็มีเสียงหายใจตอบกลับมา ดอนนั่งลงบนม้านั่งสำหรับทาสีตรงกลางห้อง ซึ่งรอบตัวเต็มไปด้วยรอยเท้าเดิมๆฉาบติดบนพื้นฝุ่น เขาเริ่มต้นพูด จากถ้อยคำที่เขินอาย ประหม่า หวาดหวั่น สับสน ไม่รู้เรื่อง สู่ถ้อยคำกราดเกรี้ยว อ้อนวอนและซึมเศร้า ในบางขณะเขาเฝ้าฟังเสียงที่ตอบกลับมา เสียงกังวานก้องตอบกลับนั้นพูดถึงประเทศที่จากมา ดินแดนที่ไกลออกไป ความทรงจำเก่า อดีต ครอบครัว คนรัก เสียงสะท้อนกลับไปกลับมาค่อยๆซึมหายไปในผนัง ท่ามกลางพวกเขาที่พึ่งตื่นจากหลับไหลในช่วงบ่าย ดอนนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน จดจ่อสายตาอยู่กับกระดาษขาว เมื่อลอยสูงขึ้นห่างจากโถงห้อง เขากลายเป็นเพียงฝุ่นที่ปลิวเดียวดายท่ามกลางมนุษย์นับร้อย3 ดอนโยนเป้สะพายไปบนเตียงนอนซึ่งขึงตึงผ้าปู จานชามที่เคยแช่ค้างในอ่างถูกล้างจัดเข้าที่ พื้นไม้ปาร์เก้ยังหมาดน้ำถูพื้น เขาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง มองดูแมลงที่พยามดิ้นหนีออกจากครอบแก้วโคมไฟซาลาเปาบนเพดาน เธอพึ่งออกไป อันที่จริงการเก็บกวาดห้องมันไม่ใช่หน้าที่ของเธอ เธอไม่ใช่คนที่จะทำงานบ้านได้เรียบร้อย แต่ก็ทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ และอันที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ด้วยซ้ำในเวลาที่เขาไม่ได้ต้องการเธอ เธอควรจะอยู่กับใครสักคนในบาร์หรือบนเตียง ถึงเธอจะเข้าใกล้เขาเท่าไหร่ เธอก็ยังเป็นเพียงผู้หญิงแปลกหน้าอยู่ดี คืนนี้เขาพบเธอที่บาร์ มันควรจะเป็นอย่างนั้น คลอเคลียอยู่กับฝรั่งที่ฟลอร์เต้นรำ บาร์ที่สนั่นไปด้วยเสียงเพลงท่วงทำนองเดียววนซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอบตัวที่มีแต่เสียงโขกลูกเต๋าเล่นนับแต้ม ผู้ชายที่ดื่มอย่างตะบี้ตะบันกับผู้หญิงที่นั่งง่วงรอแฟนกลับบ้าน โสเภณีสองคนนั่งอยู่เคาเตอร์บาร์พร้อมเบียร์สองขวด เธออยู่กับฝรั่งที่เริ่มแทะโลม เธอมองมาที่เขา เขาจ้องกลับไปที่ตาเธอ ดวงตาซึ่งไร้ความหมาย ผู้หญิงแปลกหน้าที่ทำให้ก้อนสำรอกไหลมากระจุกในลำคอ บางสิ่งบางอย่างนั้นทำให้เขารีบผลุนผลันออกมาจากบาร์ ที่ร้านบริการโทรศัพท์ข้ามประเทศ หญิงชาวจีนใบหน้าจืดนั่งเคี้ยวหมากฝรั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงทางเข้า ถัดเข้าไปข้างในพื้นที่ห้องแถวถูกแบ่งกั้นเป็นคอกแคบๆ เครื่องโทรศัพท์สีแดงวางอยู่คอกละอัน สาระพัดภาษาลอยปะปนกันในอากาศอับชื้นของห้องแถว ดอนกดหมายแลขบนแป้น ถือสายรอ สัญญาณเสียงลากยาวเป็นจังหวะรอผู้รับสาย เขาแนบหูโทรศัพท์ไว้ข้างหู มองฝ่ากระจกกั้นคอกออกไปนอกตึกแถว แขกอินเดียสามคนพึ่งเดินออกไป เขามองผ่านความมืดบนถนน ผ่านอาคารเก่าโทรมที่ขวางกั้นอยู่เบื้องหน้า ผ่านฟ้าผ่านทะเลไปแสนไกล4 หวานแนบหูชิดผนัง เฝ้าฟังเสียงกริ่งโทรศัพท์ซึ่งดังอยู่ไม่หยุด เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นขณะกริ่งโทรศัพท์ยังดังอยู่ เสียงเคาะประตูดังเรื่อยอยู่อย่างนั้น เธอรอจนเสียงกริ่งโทรศัพท์เงียบลง จึงปิดไฟห้องและเปิดไฟหรี่เหลืองนวลขึ้นมาแทน ฉีดพรมห้องอบอวลด้วยสเปรย์กลิ่นกุหลาบ ทันทีที่เธอเปิดประตูห้องออก ร่างชายอวบท้วมในชุดเที่ยวกลางคืนก็ถลาโถมเข้ามากอดรัด ริมฝีปากของเธอถูกบดตะบี้ตะบันอย่างอดอยาก เนื้อกายที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมผิวบางนั้น ถูกมือชอนไชตะโปมตะปามแทบตั้งตัวไม่ทัน เธอไม่มีทีท่าตกใจหรือหวาดหวั่น แต่กลับผ่อนตามและชินชา มือข้างหนึ่งของเธอดันบานประตูที่เปิดอยู่หับปิดสนิท5 ในห้องที่ไม่เปิดไฟ ไทสวมเสื้อคลุมหนา ขณะที่อากาศในกรุงเทพร้อนแทบทั้งปี ห่อตัวเองอยู่ข้างขวดเบียร์ที่วางเกลื่อนระเบียงห้อง ตัวสั่นเครือเหมือนคนจับไข้ เขามองข้ามอากาศว่างเปล่าไปที่ตึกหลังนั้น ห้องผนังกระจกที่มีม่านสีฟ้า พวกเขาร่วมเพศกันบนเตียงท่ามกลางแสงเหลืองอุ่น ถึงแม้ไกลเกินกว่าจะเห็นใบหน้าแจ่มชัด แต่เขาจำได้ว่าพบเธอบ่อยครั้งที่ร้านหนังสือ พวกเขาแทบไม่พูดอะไรกันเลย เธอเพียงแต่ไหลตามอารมณ์ของผู้ชายที่มาถึง เย็นวันศุกร์เท่านั้น สี่วันในหนึ่งเดือนเท่านั้นที่พวกเขาจะโถมความต้องการใส่กันและกัน แต่เมื่อบางอย่างได้ปลดเปลื้องจนเสร็จสิ้น ชายคนนั้นจะร่ำลาในเวลาไม่ถึงชั่วคืน ปฏิสัมพันธ์ของเขาและเธออยู่แค่ชั่วเวลาแห่งการร่วมเพศเท่านั้น เป็นเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างเปลือยเปล่าของเธอเป็นภาพชินตาสำหรับไท เขาไม่เคยตื่นเต้นหรือมีอารมณ์ใคร่ใดๆ หลังจากชายคนนั้นจากไป เธอปิดไฟหรี่และเปิดไฟนีออนขึ้นมาแทน เปิดลิ้นชัก หยิบเอาหนังสือและแผ่นกระดาษ เธอเขียนอะไรบางอย่างลงไปบนนั้น ภาวะนี้เธอควรจะสูบบุหรี่สักมวน แต่เธอไม่สูบ ไทไม่เคยเห็นเธอเมา หรือเต้น หรือร้องเพลง เวลาส่วนใหญ่ของเธอเฝ้าแต่เปิดดูหนังสือและเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ และเฝ้ารอวันเย็นศุกร์เท่านั้น ในดวงตาของไทที่มองออกไปมีน้ำเอ่อคลอ เขากดโทรศัพท์อีกครั้ง รออยู่นาน คราวนี้มีคนรับสาย เขาถามว่าเธออยู่กับใคร เธอไม่โกหก แต่เขาก็รู้อยู่แล้วว่าเธออยู่กับใคร เขาพยายามบอกเธอบ่อยครั้งแล้วว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันไม่รักเธอจริงหรอก มันก็แค่เห็นเธอเป็นของเล่นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แต่ทุกๆครั้งที่เขาบอก เธอปฏิเสธที่จะฟัง หากทนได้ก็อยู่ ทนไม่ได้ก็ไป นั่นคือคำขาดอย่างไร้เยื่อใยมอบให้ในคืนสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันในห้องนี้ เขาถามว่าดึกแล้วทำไมยังไม่นอน คำตอบคือความเงียบ ไอ้นั่นมันมาใช่ไหม-ไทตะคอกเสียง เธอไม่ปฏิเสธ-เขาเมา กลับบ้านไม่ได้ เลยขอนอนด้วย -เอากัน-เขาตอบแทนเธอ ใช่ไหม-เขาย้ำ เธอเงียบ ความพ่ายแพ้ทำให้โลกของไทเปล่ากลวง ตัวเขาหมุนเคว้งและเต็มไปด้วยลมกระพือในหู บางคำถามผุดขึ้นในความอ่อนแอของเขา ดูดให้มันหรือเปล่า เอาท่าอะไรกันบ้าง กี่ครั้ง มันทำรุนแรงกับเธอไหม เธอมีอารมณ์ร่วมกับมันหรือเปล่า เสียงครางละ เขาอยากยินเสียงครางเวลาที่เธอนอนกับมัน ทุกอย่างที่เขาระล่ำระลักออกไป เธอตอบ ไม่โกหก เป็นสิ่งที่เธอควรบอกความจริง ความจริงที่เขารู้ แต่เขาเพียงต้องการให้เสียงจากปากของเธอทิ่มแทงความเจ็บปวดในแผลเดิม ความเจ็บปวดที่ไม่มีใครรู้ เขาถามเธอว่ามันจะกลับไหม เธอตอบไม่ แล้ววางสาย ไทสะอื้นแผ่วเบา น้ำลายเหนียวในปากไหลอาบคางลงมาตามคอ เขามองออกไปข้างนอกนั่น ผู้หญิงในห้องที่มีม่านสีฟ้ากำลังเก็บของบนโต๊ะลงในลิ้นชัก เธอปิดไฟนอน6 ที่ร้านหนังสือ หวานก้มๆเงยๆอยู่ตรงชั้นวางหนังสือจำพวกตกแต่งบ้านและสวน เธอสวมชุดที่ประดับไปด้วยลูกปัดและริ้วลูกไม้ ถึงแม้ใบหน้าจะไม่ประทินด้วยเครื่องสำอาง แต่ไทก็จำได้ว่าคือเธอ เขาฝากงานไว้กับเพื่อนที่เคาเตอร์ เข้าไปช่วยแนะนำหนังสือให้เธอ ระยะใกล้ เธอเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าเรียบ กลิ่นหอมจางๆจากน้ำหอมทำให้ใบหน้าของเธอหวานขึ้น เธอบอกไทว่าเธอต้องการหนังสือตกแต่งบ้านสำหรับบ้านชั้นเดียว มีห้องนอนสำหรับลูกสาว ห้องของคู่รัก ห้องครัวใหญ่ๆเพราะเธอมีหน้าที่ทำอาหาร เธอเป็นแม่บ้าน ควรจะมีภาพของการตกแต่งห้องนั่งเล่นด้วย รอบบ้านจะมีสวนที่มีสนามหญ้าเขียวๆ และ...ถึงตรงนี้เธอนึกต่อไม่ออก จึงกลบเกลื่อนด้วยการเขินอาย ไทถามเธอว่าเธอมีครอบครัวแล้วใช่ไหม หวานอ้ำอึ้งอยู่สักพัก จึงตอบว่าเธอมีสามีแล้ว เขาเป็นคนดี เป็นพ่อบ้านที่ดี เขาไม่เคยนอกใจภรรยา และเธอยังมีลูกสาววัยห้าขวบอีกคน เป็นครอบครัวที่มีความสุข ไทรู้ว่าเธอโกหก หนึ่งปีผ่านมาที่เขามาเช่าห้องอยู่ย่านนี้ เขาไม่เคยเห็นเธอมีสามีหรือลูกอยู่ในห้องเลย ที่สำคัญเธอแทบไม่ได้ไปจากห้องเกินข้ามวันด้วยซ้ำ มีเพียงผู้ชายที่เข้ามาในเย็นวันศุกร์เท่านั้นที่เขาเห็นในชีวิตของเธอ แต่การที่เธอได้พูดมันทำให้เกิดรอยยิ้มขึ้นมา เธอเป็นผู้หญิงที่อบอุ่นและควรจะมีสามีดีๆ ไทรู้สึกถึงแรงอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยากอยู่ใกล้ชิดกับเธอ แต่ความรู้สึกนั้นถูกกั้นขวางด้วยความจริงที่เขารู้ เธอไม่ควรจะเป็นผู้หญิงคนนั้น เขารู้สึกถึงความเกลียดชังที่กำลังก่อตัวขึ้น7 หวานกลับมาจากร้านหนังสือ เธอวางหนังสือสามเล่มที่ซื้อมาลงบนโต๊ะอาหาร เปิดลิ้นชักด้วยกุญแจโลหะสีดำที่สลักรูปหัวใจประดับ หยิบปึกกระดาษไปวางบนโต๊ะ เธอเปิดดูรูปในหนังสือทีละหน้า บางรูปเปิดค้างไว้นาน แล้ววาดบางอย่างไปบนกระดาษ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น มันดังทุกวัน ไม่มีเวลาแน่นอน แต่ไม่เคยมีคนรับสาย ตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ที่นี่ดูเหมือนห้องข้างๆไม่เคยเห็นมีคนอยู่ด้วยซ้ำ เธอลุกออกจากโต๊ะ หยิบเอากุญแจเท่าที่มีอยู่ออกจากห้องไปเสียงโทรศัพท์ยังดังอยู่ เหนือวงกรอบประตูหน้าห้องไม่มีหมายเลข มันถูกปิดด้วยแม่กุญแจตัวใหญ่ติดสนิม คงไม่มีใครเปิดมันออกมาหลายปี หวานลองดึงมันแรงๆ แต่ก็ไม่หลุด เธอลองเปิดด้วยลูกกุญแจที่เธอมีอยู่ กุญแจห้อง กุญแจรถ กุญแจห้องน้ำ ทว่าไร้ผล เสียงโทรศัพท์เงียบไป แล้วดังขึ้นใหม่ เธอแนบหูชิดผนัง รู้สึกผิดหวังกับความพ่ายแพ้ต่อประตูซึ่งถูกปิดตาย8 ในย่านโทรมโสโครก ที่บาทวิถีเกลื่อนไปด้วยเศษผักผลไม้กับน้ำล้างปลา กลิ่นเหม็นเน่าโชยอยู่ตลอดเวลาขณะที่ดอนเดินไหลลึกเรื่อยเข้าไปตามช่องว่างระหว่างอาคารเก่ามืดๆ หญิงท่าทางเป็นมิตรนั่งยิ้มร่าอยู่หน้าประตูเหล็ก หล่อนเชื้อเชิญด้วยภาษาจีน ประตูเหล็กถูกเปิดออก หล่อนให้เขาไปยืนคอยในห้องแคบๆ สักพักหล่อนกลับมาพร้อมกับเด็กสาวหกคน พวกเธอแต่งตัวให้ยั่วยวนที่สุด หนึ่งในนั้นคือเธอ ผู้หญิงแปลกหน้าของเขา เด็กสาวพยายามยั่วยิ้มให้และทักทายให้ถูกเลือก แต่เธอไม่ เธอก้มหน้า ริมฝีปากทาด้วยสีแดงจัด ปัดแก้มชมพูเกือบเข้ม ตรงขอบโหนกแก้มมีรอยช้ำจางๆ เธอไม่ยอมมองหน้าเขาซากแมลงตายติดในดวงโคมซาลาเปา ดอนนอนเปลือยแผ่นิ่งกลางเตียง เขาเฝ้ามองแมลงตัวที่กำลังพยายามบินออกจากครอบแก้วดวงโคมอย่างไร้หนทาง ในขณะที่ผู้หญิงแปลกหน้ากำลังปลุกเร้าอารมณ์ให้เขา เธอประทับรอยจูบไปบนตัวเขาแทบจะทุกส่วน ไล่จากหน้าผาก แก้ม ลำคอลงมาตามลำตัว ไหลมาตามระหว่างขาหนีบและเครื่องเพศ บางอย่างในร่างกายเขาลุกชัน มันทำให้เขาตื่นเต้นและหวาดกลัว เขาผลักเธอออกให้นอนนิ่งๆบนเตียง แววตาเธอเต็มไปด้วยความสงสาร ดอนนอนขดคู้แนบชิดร่างกายของเธอ มือของเขาลูบไล้เฉพาะส่วนหน้าอกอย่างแผ่วเบา จากนั้นเขาดูดนมของเธอเหมือนทารกที่ใกล้จะหลับ เสียงอะไรบางอย่างทำให้ผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นตื่นขึ้นมากลางดึก เธอเปิดไฟ ดอนกำลังยืนช่วยตัวเองด้วยเครื่องเพศเทียมที่ทำมาจากซิลิโคน เธอเห็นภาพในตอนที่เขาเสร็จกิจพอดี ดอนปาเครื่องเพศเทียมลงชักโครก เขาร้องให้อย่างไม่อาย ถุยน้ำลายใส่ภาพสะท้อนตัวเองในกระจก เธอดึงตัวเขามานั่งที่เตียง ลูบหัวเขาเบาๆ แล้วกอดไว้ในอ้อมแขน ดอนออกไปทำงานตั้งแต่เช้า เธอตื่นขึ้นมาเกือบเที่ยง ในลิ้นชักโต๊ะของเขาเธอเห็นอัลบั้มรูป มีแต่รูปถ่ายในเมืองแปลกตา รูปเด็กชายยืนคู่กับพ่อแม่ รูปถ่ายหมู่เด็กที่โรงเรียน มีบางรูปที่เธอพอเดาได้ว่าเป็นรูปเขาถ่ายคู่กับหญิงสาวในห้องที่มีโทรศัพท์สีแดง จากนั้นเธอเก็บกวาดห้อง ล้างจานในอ่าง รีดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่อยู่ในตู้
9 ตรงริมระเบียง ไทนั่งห่อตัวเองเช่นเคย เขาโทรหาเธอหลายครั้งแล้วแต่เธอไม่รับ เขาลองโทรอีกครั้ง คราวนี้เธอปิดโทรศัพท์ ไทรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก ในความมืดและความเงียบนั้น เสียงของเธอที่แทงทิ่มให้เขาเจ็บปวดก้องอยู่ในหัว วันนี้วันศุกร์เธออาจจะไปนั่งดื่มกับมัน เธอเป็นผู้หญิงที่โง่ ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดี มันเล่นกับเธอไม่นานก็คงไป เธอโง่ที่ไม่ยอมฟังเขา เหตุผมของเธอคือเขาไม่มีในสิ่งที่มันมี เธอต้องการสิ่งนั้น ภาพแฟนเก่าเริงรื่นอยู่กับชายอื่นผุดเข้ามาหลอนประสาท เสียงครางของเธอกำลังเยาะเย้ยเขา ในขณะที่ผู้หญิงในห้องที่มีม่านสีฟ้ากำลังเฝ้ารอเย็นวันศุกร์ของเธอ10 คืนวันศุกร์ หวานรู้สึกว่าคู่นอนของเธอถั่งโถมอารมณ์กำหนัดทั้งหมดลงมาที่เธอ เหมือนกับเป็นอาหารมื้อสุดท้ายสำหรับเขา หลังการปลดเปลื้องเสร็จลง เขาบอกเธอว่าเธอควรจะหาผู้ชายดีๆสักคน ใครสักคน เป็นคืนที่เขามีอาการประหม่า หวาดหวั่น ภรรยาของเขาเริ่มระแคะระคายและเขาไม่อยากให้ลูกของเขามีปัญหา หลังจากชายคนนั้นออกไป เธอนั่งร้องให้ที่โต๊ะอาหาร เธอนั่งมองกระดาษโดยไม่เขียนอะไรลงไป11 ไทเดินออกจากห้อง ผู้หญิงอย่างเธอไม่ควรจะมีชีวิตแบบนี้ แค่คืนวันศุกร์ เขาคิดว่าเธอไม่ควรจะร้องให้ น้ำตาของเธอเป็นแค่เศษฝุ่นที่ไม่มีใครเข้าใจ บางทีเธออาจเลือกผิดตั้งแต่ต้น เธอเลือกที่จะโกหกเขา ไทยขึ้นลิฟท์ไปบนตึก เขามารู้ตัวอีกที ก็กำลังเคาะประตูหน้าห้องเธอแล้ว12 ที่ร้านบริการโทรศัพท์ข้ามประเทศไม่มีใครสักคน นอกจากหญิงชาวจีนใบหน้าจืดคนนั้น อาจจะเช้าเกินไปสำหรับการโทรศัพท์ ดอนกดหมายเลขปลายทาง เขาแนบหูโทรศัพท์ไว้ข้างหู รอผู้รับสาย13 ประตูห้องยังล็อคเหมือนเดิม เสียงโทรศัพท์ดังรัวในความเงียบของอากาศชื้นยามเช้า แสงแดดสาดเข้ามาทางบานเกล็ดหลังห้องที่ไม่มีระเบียง เผยให้เห็นเครื่องโทรศัพท์สีแดงวางอยู่บนเก้าอี้สามขาท่ามกลางห้องโล่งที่มีผงฝุ่นลอยสาย ถัดจากเก้าอี้สามขามีเลือดเจิ่งนองอยู่รอบร่างหญิงสาวที่สวมชุดคลุมก่อนนอน ข้างๆร่างนั้นมีลูกกุญแจโลหะสีดำหล่นอยู่ มันประดับด้วยรูปหัวใจสลัก ในตอนนั้นเสียงโทรศัพท์ยังดังไม่หยุด14 ดอนเดินออกจากร้านโทรศัพท์ข้ามประเทศ สัญญาณไฟเดินข้ามยังแดงอยู่ในตอนที่เขาเดินข้ามถนนไปตามผู้คน บนพื้นบาทวิถีที่มีแต่คราบดำนั้น เขาพบลูกกุญแจหน้าตาแปลกๆโดยบังเอิญ มันเป็นลูกกุญแจโลหะสีดำ เขาเก็บมันไว้ในกระเป๋ากางเกง จากนั้นจึงเดินหายลับเข้าไปในฝูงคนแห่งเมืองพลุกพล่านEND

background of Rumbar

Since 2007,a man from northeast of Thailand who are be infatuated a music.PRY is his's name.

He are induce Busabong's brother to make the band.In time LOrd & Kiat Busabong working in bar at Pattaya-Thailand,they play country song and local song.It is a problem for make a song because The Rumbar is a experiment song but they can adjust skill to it.

In the first 2008,The RumBar to be born .It is denominate by PRY